ITA

แบ่งเขตการปกครอง เป็น 12 หมู่บ้าน
ประกอบด้วยหมู่บ้าน หมู่1 บ้านสุไหงปาแน , หมู่2 บ้านบานา , หมู่3 บ้านบานา , หมู่4 บ้านกำปงตารง , หมู่5 บ้านกูวิง , หมู่6 บ้านปาแดบองอ , หมู่6 บ้านจือโระ, หมู่7 บ้านปากาปาแย , หมู่8 บ้านยูโย , หมู่9 บ้านแหลมนก , หมู่10 บ้านกูแบดีเตะ , หมู่11 บ้านปากาดารอ
จำนวนประชากรใน ตำบลบานา
  จำนวนหลังคาเรือน : 4,601 หลังคาเรือน    
  จำนวนประชากร : 25,286 คน   จำนวนผู้สูงอายุ : 927 คน
  จำนวนเด็กแรกเกิด ถึง 6 ปี : 950 คน   จำนวนผู้สูงอายุ ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง : 141 คน
  จำนวนสตรีตั้งครรภ์ : 101 คน   จำนวนผู้สูงอายุ ที่ช่วยตนเองไม่ได้ : 79 คน
  จำนวนสตรีอายุ 35 ปี ขึ้นไป : 5,005 คน   จำนวนผู้พิการ : 122 คน

 มัสยิดกลางปัตตานี

                    มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ถนนยะรัง ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี เลขทะเบียนที่ 249 มีประวัติและความเป็นมาดังนี้
ในปีพุทธศักราช 2497 รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของศาสนาอิสลามว่าเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวปัตตานีส่วนใหญ่นับถืออย่างเคร่งครัดอันจะนำมาซึ่งสันติสุข ประกอบกับในพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประชากรนับถือศาสนาอิสลาม (มุสลิม) เป็นจำนวนมาก สมควรสร้างมัสยิดกลางที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามขึ้นเพื่อเป็นศรีสง่าแก่ชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามทั่วประเทศตลอดจนเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ ของชาวไทยมุสลิม จึงได้พิจารณาพื้นที่บริเวณริมถนนหลวงสายปัตตานี-ยะลา ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 55 ตารางวา คณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติงบประมาณสำหรับการก่อสร้างมัสยิดกลางปัตตานีขึ้น โดย ฯพณฯ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้นได้เดินทางมาวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2500 เวลา 10.00 น.

  
                   มัสยิดกลางแห่งนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างและตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดารเป็นเวลา 9 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2506 ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้เดินทางมาประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการและมอบมัสยิดแห่งนี้ให้แก่ชาวไทยมุสลิมจังหวัดปัตตานี โดยให้ตั้งชื่อว่า “มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี”


                มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีสร้างเป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น รูปทรงคล้ายกับ “ทัชมาฮาล” ประเทศอินเดีย ตรงกลางเป็นอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่และมีโดมบริวาร 4 ทิศ มีหอคอยอยู่สองข้างสูงเด่นเป็นสง่า บริเวณด้านหน้ามัสยิดมีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายในมัสยิดมีลักษณะเป็นห้องโถง มีระเบียงสองข้าง ภายในห้องโถงมีบัลลังก์ทรงสูงและแคบเป็นที่สำหรับ “คอฏีบ” ยืนอ่านคุฏบะฮ์ในการละหมาดวันศุกร์ หอคอยสองข้างนี้เดิมใช้เป็นหอกลางสำหรับตีกลอง เป็นสัญญาณเรียกให้มุสลิมมาร่วมปฏิบัติศาสนกิจ ต่อมาใช้เป็นที่ติดตั้งลำโพง เครื่องขยายเสียงแทนเสียงกลอง ปัจจุบันขยายด้านข้างออกไปทั้ง 2 ข้าง และสร้างหอบัง (อะซาน) พร้อมขยายสระน้ำและที่อาบน้ำละหมาดให้ดูสง่างามยิ่งขึ้น ภายในมัสยิดประดับด้วยหินอ่อนอย่างสวยงาม


                     - เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนผู้นำศาสนาอิสลามและประชาชน ณ มัสยิดกลางปัตตานี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายสัมพันธ์ ทองสมัคร) ให้ดำเนินการบูรณะปรับปรุงอาคารมัสยิดกลางปัตตานี
กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองศิริราชสมบัติเป็นปีที่ 50 ใน พ.ศ.2539
                     - วันที่ 11 พฤศจิกายน 2536 ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี (นายพลากร สุวรรณรัฐ) ได้ลงนามคำสั่งจังหวัดปัตตานี ที่ 1627/2536 แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อประสานและติดตามงานต่อเติมอาคารมัสยิดกลางปัตตานี จำนวน 12 คน
                     - วันที่ 17 ธันวาคม 2536 เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ประกอบด้วย สถาปนิก และนายช่างโยธา ได้มาสำรวจอาคารมัสยิดกลางเพื่อออกแบบปรับปรุงต่อเติม
                     - วันที่ 22 ธันวาคม 2536 ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายปราโมทย์ สุขุม ได้เชิญ นายอุดมศักดิ์ อัศวรางกูร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายสวัสดิ์ แก้วสมบูรณ์ ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี นายนิเดร์ วาบา ดาโต๊ะยุติธรรมประจำจังหวัดปัตตานี นายอับดุลวาฮับ อับดุลวาฮับ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี นายนิเล็ก สุไลมาน เทศมนตรีเมืองปัตตานี เพื่อร่วมประชุมวางแผนการบูรณะขยายอาคารมัสยิดกลางปัตตานี ซึ่งที่ประชุมได้มติ ดังนี้
                1. บูรณะและขยายอาคารให้ยึดรูปแบบเดิม
                2. ขยายและต่อเติมอาคารออกทั้ง 2 ข้าง
                3. เพิ่มหออะซาน 2 หอ
                4. ใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานผลิตในประเทศไทย
                     - วันที่ 19 เมษายน 2537 กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้กรมการศาสนา เป็นผู้ออกแบบและกำหนดงบประมาณ ในการบูรณะต่อเติมเป็นเงิน 35,212,000 บาท (สามสิบห้าล้านสองแสนหนึ่งหมื่นสองพันบาทถ้วน) คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตามหนังสือที่ สร 0202/10614 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2537 ให้กระทรวงศึกษาธิการเสนอแปรญัตติ เพื่อของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2538 จำนวน 12 ล้านบาท และส่วนที่เหลือให้เป็นงบประมาณผูกพันในปี 2539 และปี 2540 แต่ปรากฏว่าในปีงบประมาณ 2538 ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแต่อย่างใด

                จากการติดตามการจัดตั้งงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งงบประมาณในปี 2539 เป็นเงิน 30 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2540 เป็นเงิน 5.212 ล้านบาท และจากการประสานงานทราบว่า สำนักงบประมาณได้ตั้งงบประมาณปรับปรุงสิ่งก่อสร้างเพียง 4,601,100 บาทเท่านั้น
                จังหวัดได้มีหนังสือถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (นายบรรหาร ศิลปอาชา) ผู้นำฝ่ายค้าน (นายชวน หลีกภัย) ผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี (นายมุข สุไลมาน) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) และอธิบดีกรมการศาสนา เพื่อให้การสนับสนุนในการขอแปรญัตติงบประมาณให้ได้ 30 ล้านบาทในปี 2539 เพื่อจะได้บูรณะต่อเติมมัสยิดกลางให้แล้วเสร็จสมบูรณ์
                     - วันที่ 14 กันยายน 2546 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ เสด็จพระราชดำเนินพระราช ทานรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศการประกวดการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกรุอ่านแห่งประเทศไทย ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ผู้ชนะเลิศฝ่ายชาย คือ นายสุกรี บันบา ผู้แทนจากจังหวัดนครนายก รองชนะเลิศอันดับ 1 นายอาหามะ กาแว ผู้แทนจากจังหวัดกระบี่ รองชนะเลิศอันดับ 2 นายอุสมาน โต๊ะอาลี ผู้แทนจากจังหวัดยะลาและผู้ชนะเลิศฝ่ายหญิง คือ นางสาวฮาวา หมัดหมุด ผู้แทนจากจังหวัดเพชรบุรี รองชนะเลิศอันดับ 1 นางซามีฮะ ตะโล๊ะดิง ผู้แทนจากจังหวัดปัตตานี รองชนะเลิศอันดับ 2 นางมัยดีนา สว่างลิขิต ผู้แทนจากจังหวัดยะลา

                มัสยิดกลางปัตตานีส่วนใหญ่จะใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ (ละหมาด) วันละ 5 เวลา เป็นกิจวัตรประจำวัน ใช้ในการละหมาดวันศุกร์ และการละหมาดในวันตรุษต่าง ๆ โดยมีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ปัตตานี และพื้นที่อื่นทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในวันศุกร์และวันเสาร์ จะมีการบรรยายธรรมะมีผู้เข้าฟังการบรรยาย ประมาณครั้งละ 3,000 คน เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในหลักการของศาสนา และเพื่อความถูกต้องในการบำเพ็ญศาสนกิจ

 

pattani

history

            ท่าเทียบเรือประมงปัตตานีจัดสร้างขึ้นตามแผนงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในด้านการพัฒนาการประมง เพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วและแก้ไขความเดือดร้อนของชาวประมงในจังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำปัตตานี     ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มีเนื้อที่ 100 ไร่ 3 งาน 65.2 ตารางวา ตั้งอยู่ห่างจากปากอ่าวประมาณ 2.5 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีประมาณ 2.5 กิโลเมตร       เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2515  

service

-                   ท่าเทียบเรือประมงยาว 318 เมตร   ให้บริการกับเรือประมงในประเทศ

-                    โรงคลุมคัดเลือกสัตว์น้ำขนาด 9,101 ตารางเมตร

-                    ลานจอดรถสำหรับธุรกิจเนื้อที่ 39,750 ตารางเมตร     

-                   อาคารพาณิชย์และที่พักอาศัยของชาวประมง 81 คูหา           

-                   โรงน้ำแข็ง 2โรง กำลังผลิดวันละ 1,500  ซอง     

-                   อาคารเครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำ

-                   อาคารระบบผลิตน้ำสะอาดสำหรับใช้ในกิจกรรมท่าเทียบเรือกำลังผลิต 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

-                   อาคารระบบบำบัดน้ำทิ้ง กำลังผลิต 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

-                   การบริการเครื่องมืออุปกรณ์

service2

               การให้บริการการขนถ่ายและจำหน่ายสัตว์น้ำ   ท่าเทียบเรือประมง ความยาวประมาณรวม 318 เมตรโดยแบ่งพื้นที่เป็นท่าที่ 1 ความยาว 192เมตรและท่าที่ 2  ความยาว 126 เมตร ให้บริการแก่เรือประมงเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ยังมีตลาดจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ(ตลาดเช้า พื้นที่ 9,979 ตารางเมตร) และโรงคลุมบรรจุสัตว์น้ำ 2 โรง เนื้อที่ประมาณ 2,500 ตารางเมตร จัดแบ่งเป็นล็อค และพื้นที่สำหรับบรรจุ-ขนถ่ายสัตว์น้ำ(ปลาเลย) สำหรับรถบรรทุกสัตว์น้ำ

              การควบคุมดูแลคุณภาพสัตว์น้ำ ท่าเทียบเรือประมงปัตตานี มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลคุณภาพสัตว์น้ำ โดยมีมาตรการด้านสุขอนามัยท่าเทียบเรือประมง เช่น การคัดเลือกกสัตว์น้ำที่ถูกสุขลักษณะ การตรวจประเมินคุณภาพสัตว์น้ำเบื้องต้น(Sensory Checking) การตรวจการปนเปื้อนของฟอร์มาลีนในสัตว์น้ำ   การใช้น้ำสะอาดในกิจกรรม แล ะการบำบัดน้ำที่ใช้ในกิจกรรมให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษก่อนปล่ยลงสู่ลำคลองสาธารณะ

                ท่าเทียบเรือประมงปัตตานีได้รับการตรวจประเมินสุชลักษณะท่าเทียบเรือประมงโดยกรมประมงปีละ 2 ครั้ง

              ส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมประมงและต่อเนื่อง   ในปัจจุบันมีพื้นที่อุตสาหกรรมพื้นฐานของการประมง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ได้แก่ โรงน้ำแข็ง 1 โรง โรงงานปลากระป๋อง 1 โรง ห้องเย็น 1 โรง อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าสัตว์น้ำขั้นต้น (Pre processing) จำนวนประมาณ 15 ราย และกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับการขนส่งสินค้าสัตว์น้ำ จำนวนประมาณ 5 ราย

         ให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านตลาดและสถิติประมง   เผยแพร่ข้อมูลสถิติประมง ราคาสัตว์น้ำ โดยให้บริการผ่านเวปไซด์  www.fishmarket.co.th

             ให้สินเชื่อการประมงและส่งเสริมอาชีพประมง  ดำเนินการให้สินเชื่อเครื่องมืออุปกรณ์ประมงแก่ชาวประมง

                        การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและอื่นๆนอกจากนี้ยัง ให้การส่งเสริมอาชีพประมง  โดยการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนประมง  การดำเนินงานประสานงานกับสมาคมประมงและสหกรณ์ประมงในท้องถิ่น  ตลอดจนการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ ควบคุมดูแลการจำหน่ายน้ำมันม่วงตามโ ครงการจำหน่ายน้ำมันราคาถูกให้กับชาวประมงในเขตจังหวัดปัตตานี      

                   ท่าเทียบเรือประมงปัตตานีได้รับมอบอำนาจจากกรมประมงให้เป็นหน่วยงานในการออกใบรับรองการซื้อขายสัตว์น้ำ (Marine Catch Purchasing Document: MCPD) สำหรับเรือประมงที่เข้ามาขนถ่ายและจำหน่ายสัตว์น้ำที่ท่าเทียบเรือประมงปัตตานี ตามมาตรการด้านระบบการตรวจสอบและควบคุมการทำประมง   IUU ( Illegal  , Unreported , and Unregulated Fishing) ของรัฐาบาล  ซึ่งเป็นมาตรการที่สหภาพยุโรปได้นำมาใช้กับประเทศไทย

purpose

          1   ตลาดสัตว์น้ำชายแดน

            2    ศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาร

patthani3

patthani4

stat 

ปีงบประมาณ

ปริมาณสัตว์น้ำ  (ตัน)    

มูลค่าสัตว์น้ำ(บาท)

ปริมาณเรือ  (เที่ยว)    

ปริมาณรถยนต์(คัน)

2549

105,998

3,180,993,474

8,488

10,994

2550

88,571

3,706,348,399

8,566

14,513

2551

83,874

3,323,933,611

7,576

13,842

2552

88,341

3,134,752,944

3,893

9,272

2553

112,337

3,937,069,652

5,749

14,490

2554

106,925

4,760,411,278

6,277

13,388

2555

111,651

5,914,151,040

10,487

13,291

2556

137,444

7,350,223,182

6,838

12,379

          ประเภทสัตว์น้ำที่สำคัญ ได้แก่ ปลาลัง ปลาโอ  ปลาหลังเขียว  ปลาทูแขก 

          ประเภทเรือประมงที่สำคัญ ได้แก่  เรืออวนล้อมจับ  เรืออวนล้อมปลาโอ

project

-                   โครงการศูนย์รวมสัตว์น้ำฮาลารท่าเทียบเรือประมงปัตตานี

-                   โครงการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมท่าเทียบเรือประมงปัตตานี โดยระบบ  EM Ball ชีวภาพ

contact

                   ที่อยู่ – สำนักงานท่าเทียบเรือประมงปัตตานี   หมู่ที่ 8      ถนน นาเกลือ      ตำบลบานา

                                 อำเภอเมือง  จังหวัดปัตตานี   94000

                   โทรศัพท์ –  0 – 7341-4112

                   โทรสาร –  0 – 7341-4115

                 E –Mail  -  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

                   Web site Link  -  www. Pattani.go.th

กรือ เซะ (Krue Se) หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากตัวเมืองปัตตานีไปทางตะวันออก กิโลเมตร ในเขตปกครองของตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เป็นหมู่บ้านหนึ่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีการกล่าวถึงกันมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา


                                         


หมู่บ้านกรือเซะเป็นที่ ตั้งของโบราณสถานที่สำคัญ คือ 
มัสยิดกรือเซะ,
 สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกกว่า 20 แห่ง เช่น คูเมือง ป้อมปราการ ที่หล่อปืนใหญ่ บ่อน้ำโบราณ เตาเผาเครื่องถ้วยชาม จุดขนถ่ายสินค้า จุดเรือจม นาเกลือโบราณ สุสานเจ้าเมือง สุสานชาวต่างประเทศ สุสานนักรบปัตตานี ฯลฯ

กรือเซะในอดีตมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักออกไปกว้างไกลในฐานะเป็นที่ตั้งของเมืองปัตตานีสมัยอยุธยา และในฐานะเมืองหลวงและมหานครของดินแดนมลายู ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดเข้าไปฟื้นฟูบูรณะเมือง โบราณแห่งนี้ ทั้งนี้ อาจจะมีเหตุผลว่า ไม่อยากไปรื้อฟื้นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มากด้วยปัญหาความขัดแย้งกับสยาม หรืออยุธยาในยุคนั้น รวมทั้งคำบอกเล่าที่ระบุถึงโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองปัตตานี คือ มัสยิดกรือเซะต้องคำสาปของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ทำให้การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและถูกปล่อยทิ้งร้างมาจนทุกวันนี้

ไม่ ว่าด้วยเหตุผลใด สิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยที่ผ่านมา คือ การขาดองค์ความรู้ในประวัติศาสตร์เมืองปัตตานีและประวัติที่แท้จริงของ มัสยิดกรือเซะ นอกเหนือจากตำนานหรือคำบอกเล่า รวมทั้งการเสียโอกาสในการได้รับการพัฒนาจากรัฐ เฉกเช่นเมืองโบราณร่วมสมัยเดียวกัน เช่น อยุธยา สงขลา นครศรีธรรมราช ฯลฯ

ยิ่ง กว่านั้น การตอกย้ำคำบอกเล่าที่อ้างถึงตำนานคำสาป รวมทั้งการนำเรื่องคำสาปแช่งมาเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยว กลายเป็นหนทางที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนา

ปฏิกิริยา ความไม่พอใจของชาวมุสลิมขยายวงออกไปจนนำไปสู่การประท้วง และการต่อต้านในรูปแบบต่างๆ เช่น การชุมนุมเรียกร้องให้คืนสถานภาพโบราณสถานของมัสยิดกรือเซะเมื่อปี พ.ศ.2530 ต่อเนื่องถึงปี พ.ศ.2533 การที่มีคนร้ายบุกทำลายทรัพย์สินและเผาอาคารในบริเวณสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอ เหนี่ยวเมื่อปี พ.ศ.2547 รวมทั้งปฏิกิริยาความไม่พอใจมัคคุเทศก์ต่างถิ่นที่มุ่งเน้นถ่ายทอดเรื่องราว เชิงอภินิหารมากกว่าความสำคัญของมัสยิดกรือเซะในฐานะศาสนสถาน

ทุก สังคมใฝ่หาสันติภาพ แต่สันติภาพกับความขัดแย้งก็เกิดขึ้นควบคู่กันไปได้เสมอ เมืองปัตตานีในอดีตก็เช่นเดียวกัน ได้ผ่านช่วงเวลาที่รุ่งเรืองและเสื่อมโทรมมาหลายครั้ง ความเข้าในประวัติศาสตร์ทั้งหมดของเมืองปัตตานีเป็นสิ่งสำคัญที่ควรศึกษา เรียนรู้

กรือเซะในอดีตเป็นเมืองท่าที่มีชื่อเสียงของเอเชียอาคเนย์ เป็นที่พำนักอาศัยของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ได้แก่ ชาวอาหรับ เปอร์เซีย โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ สเปน ญี่ปุ่น อินเดีย รวมทั้งชาวสยาม จีน ชวาและมลายู กรือเซะจึงเป็นที่รวมของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ 

โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ชาวจีนได้กลายเป็นพลเมืองของปัตตานี โดยส่วนหนึ่งได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามในเวลาต่อมา ชาวมุสลิมเชื้อสายจีนที่กรือเซะยอมรับในชาติพันธุ์ของเขาด้วยความภาคภูมิใจ ว่า มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีน ชาวกรือเซะยกย่องในเกียรติประวัติของลิ้มโต๊ะเคี่ยมและลิ้มกอเหนี่ยว รวมทั้งชาวจีนอีกหลายพันชีวิตที่เดินทางมายังปัตตานีในสมัยราชวงศ์เหม็ง หรือว่า 400 ปีที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นผู้มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อเมืองปัตตานีและในฐานะที่เป็น บรรพบุรุษของพวกเขา

ชาวกรือเซะศรัทธาและยอมรับในบุญญาบารมีของเจ้า แม่ลิ้มกอเหนี่ยว ดังที่ปรากฏในประเพณีและความเชื่อในอดีต เช่น การทำบุญและการแก้บน การขอพรและขอความช่วยเหลือจากเจ้าแม่ ฯลฯ สุสานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและลิ้มโต๊ะเคี่ยม จึงดำรงอยู่ในชุมชนกรือเซะและได้รับการปฏิบัติอย่างสมเกียรติตลอดมา

การ ผูกโยงเรื่องมัสยิดกรือเซะสร้างไม่แล้วเสร็จเนื่องจากคำสาปแช่งของเจ้าแม่ ลิ้มกอเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นหรือเป็นตำนานที่สร้างขึ้นมาก็ตาม แต่สำหรับมุสลิมแล้วจะเชื่อถือศรัทธาเช่นนั้นไม่ได้ การสื่อสารเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมัสยิดกรือเซะกับเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จึงควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ก้าวล่วงทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวจีนกับชาวมุสลิมที่มีมาเป็น เวลายาวนาน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี และชาวมุสลิมทั่วไปรับรู้เรื่องมัสยิดกรือเซะในฐานะที่เป็นศาสนสถานที่สำคัญ สูงสุดของศาสนาอิสลาม นับตั้งแต่ชาวปัตตานีรับเอาวิถีอิสลามเข้ามาในชีวิตประจำวัน เป็นที่ยอมรับกันว่า กรือเซะเป็นมัสยิดแห่งแรกในภูมิภาคนี้ที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมตะวันออกกลาง และเป็นต้นแบบของมัสยิดสมัยใหม่ที่แพร่หลายในเวลาต่อมา

เมืองปัตตานี ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21-23 ได้ก้าวสู่ความเป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างชาวตะวันตกและชาวตะวันออกที่สำคัญของ ภูมิภาคนี้ ทำให้ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นมหานคร เป็นระเบียงแห่งนครมักกะฮ และเป็นประตูการค้าแห่งเอเชียอาคเนย์

แต่หลังจากพุทธศตวรรษที่ 24 เป็นต้นมา ฐานะของเมืองปัตตานีเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุผลทางด้านการเมือง การปกครอง และสภาพเศรษฐกิจการค้า มัสยิดกรือเซะและโบราณสถานอีกหลายแห่งจึงถูกทิ้งร้างและเสื่อมโทรมไปตามกาล เวลา จนกลายเป็น

“ฆาแฆตานิงมานิฮฺ”
เกลือหวานแห่งปัตตานี

วันนี้พื้นที่นาเกลือแห่งปัตตานีเปลี่ยนแปลงไป
แล้วทั้งด้านการใช้สอยประโยชน์จากที่ดินและกลุ่ม
คนที่เข้ามาอาศัยในพื้นที่ส่วนอนาคตจะหลงเหลือนา
เกลือให้ชาวปัตตานีรุ่นหลังได้สัมผัสภูมิปัญญาของ
บรรพบุรุษอีกหรือไม่นั้นคงไม่ยากที่จะคาดเดาหาก
ความเปลี่ยนแปลงของปัตตานียังก้าวต่อไปในทิศทาง
เดียวกันกับเส้นทางเดินของวันนี้“นา เกลือ ปัตตานี”
ก็อาจจะกลายเป็นเพียงแค่ตำนาน

วิดีโอน่าสนใจ